สัมภาษณ์ คาร์ลอส เคยรอช : 'เอเชียจะพัฒนาได้ สโมสรและทีมชาติต้องร่วมมือกัน'

28 มี.ค. 2018 11:12:00

1 month ago

หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติอิหร่าน พูดถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา และคำแนะนำแก่ชาติในเอเชีย
Picture

1.  คุณมาเป็นโค้ชได้อย่างไร? 

ทำไมผมถึงมาเป็นโค้ช มันอาจจะเป็นโชคชะตาสำหรับผม ผมไม่มีทางเลือกมากนัก ความจริงตอนผมเกิด ผมเกิดมาเพื่ออยากเป็นนักร้อง แต่เสียงผมไม่เพราะ ผมอยากเป็นเศรษฐี แต่ก็ไม่มีที่ว่างสำหรับผม

พ่อผมเป็นนักบอลและก็เป็นโค้ช เราอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆในแอฟริกา (โมร็อกโก) ที่นั่นจะมีกีฬาอยู่ 3 ประเภท หนึ่งฟุตบอล สองก็ฟุตบอล และสามก็ฟุตบอล ตอนผมอายุ 5 – 6 ขวบ ผมตั้งหน้าตั้งตาคอยพ่อกลับมาจากสนามแข่งขัน จิตวิญญาณของผมและความรู้สึกบอกได้ ทันทีที่พ่อผมจอดรถ ด้วยสีหน้าท่าทางเวลาเดินเข้าประตูบ้านมาผมก็รู้ได้ทันที่ถึงผลแพ้หรือชนะ เวลาพ่อยิ้มเข้าบ้านมา มันช่างเป็นวันที่ดีสำหรับผม บางวันที่มีเสียงปิดประตูรถดังๆทำให้ผมต้องวี่งเข้าบ้านเพราะความกลัว และวันอาทิตย์วันนั้นก็ไม่มีอะไรจะสนุกสนานอีกเลย

ผมพยายามที่จะเป็นนักฟุตบอล แต่ผมก็ไม่มีพรสวรรค์มากพอที่จะก้าวไปเป็นนักเตะชั้นยอด ผมเป็นโค้ชจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะว่าตอนช่วงผมอายุ 21 ปี หลังจากที่ฟื้นจากการผ่าตัดในโรงพยาบาล หมอบอกผมว่า ผมอยากฟังข่าวดีหรือข่าวร้ายก่อน ข่าวดีคือหมอมีไม้ค้ำให้ยืมใช้ ข่าวร้ายคือ เข่าคุณพังหมดแล้วโอกาสที่จะเล่นฟุตบอลอีกต่อไปคงจะยาก

หลังจากนั้นมาผมก็ทุ่มเทให้กับฟุตบอลด้วยการมาเป็นโค้ช ผมเริ่มเข้าเรียนโค้ช เมื่อมหาวิทยาลัยในเมืองลิสบอนร่วมกับสมาคมฯ เปิดคอร์สพิเศษให้กับกีฬาหลายประเภท รวมทั้งฟุตบอล ผมได้รับสิทธิพิเศษในฐานะอดีตนักเตะ ใช้ระยะเวลาเรียน 75 วัน

หลังจากนั้นก็ได้รับสิทธิพิเศษให้เข้าเรียนหลักสูตรการอบรมโค้ชขั้นสูง (Special Training Education for Elite Coach) เป็นกลุ่มแรกของโปรตุเกส อีก 5 ปี และก็ได้ร่วมงานอบรมโค้ชกับสมาคมฯฟุตบอล ให้ความรู้กับโค้ชรุ่นหลังๆ คนหนุ่มๆ ไม่ว่าจะเป็น โชเซ่ มูรินโญ่ หรือ เดร่า รอส ซึ่งผมมั่นใจมากว่าคอร์สการอบรมโค้ชของโปรตุเกสนั้นดีที่สุด

2. คุณได้แชมป์ฟุตบอลโลกอายุ 20 ปีถึง 2 ครั้ง ทีมชุดนั้นมันมีอะไรพิเศษหรือ? (You won the FIFA U20 world cup twice with Portugal. What was special those team?) 

อะไรที่พิเศษน่ะหรอ น่าจะเป็นต้นทุนทางโครงสร้างที่แข็งแกร่งที่เราสร้างขึ้นมาในทีมทั้ง 2 ชุด (solid construction of the foundation the way  we construction of both team) ผมมีช่วงจังหวะที่สำคัญในชีวิตอยู่ 2 ครั้งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สี่งแรก มันเป็นอะไรที่พิเศษมากที่มีโอกาสได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ในการพัฒนาทีมเยาวชนให้กับสมาคมฟุตบอลโปรตุเกส ทำไมถึงพิเศษมากสำหรับผมก็เพราะว่าไม่มีใครมาสนใจในสี่งที่ผมทำ ไม่ว่าจะทำอะไร ที่ไหน ดึงใครเข้ามาช่วยงาน ผมทำได้อย่างอิสระเต็มที่ โดยไม่มีปัญหาใครมาขัดขวางและใส่ใจเลย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่สมาคมฯ หรือแม้แต่นายกสมาคมฟุตบอล

แต่ปัญหาที่ตามมาภายหลังจากนั้นก็คือ เมื่อเราได้เข้าไปเล่นฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี และคว้าถ้วยรางวัล 2 ใบทุกอย่างก็เปลื่ยนไป  ทุกคนเริ่มเข้ามายุ่งเกี่ยวจนในสนามแทบจะไม่มีที่ยืน จนเริ่มมีปัญหามากมาย

ผมจำได้เมื่อเริ่มทำงานกับเด็กชุดแรกอย่าง เจา ปินโต้, หลุยส์ ฟิโก้ ซึ่งตอนนั้นทั้งหมดอายุ 13 ปี และอยู่กับผมจนถึงอายุ 21 ปี และได้ไปเล่นในอิตาลีก่อนกลับมาเล่นกับทีมชาติในฟุตบอลโอลิมปิกส์ เราได้ไปเล่นครั้งแรกและได้ตำแหน่งที่ 4 ในฟุตบอลโอลิมปิกส์ที่แอตแลนต้า หลังจากนั้น 1 เดือน ทุกคนรู้จัก หลุย ฟิโก้, เปาโล ซูซ่า, รุย คอสต้า และตัวผมเอง นั่นคือสี่งที่พิเศษ อย่างที่กล่าวมาข้างต้นอะไรที่ทำให้ทีมนั้นพิเศษ สี่งนั้นคือรากฐาน (The foundation) เราได้แลกเปลื่ยนความรู้กับหลายๆชาติในเรื่องของการพัฒนาทีม และวิธีการเตรียมทีมชาติ (how to develop how to prepare the national team)

เป้าหมายของผมตั้งแต่ต้นกับทีมชาติก็คือการได้ไปทั่วทุกที่ในยุโรป ทุกๆที่เปิดประตูต้อนรับทีมของเราไม่ว่าจะเป็นอิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ สก็อตแลนด์ ผมยังเคยเสนอตัวเข้าไปเป็นนักเตะ 1 อาทิตย์กับสโมสรในอิตาลีเพื่ออยากรู้และอยากเข้าใจในการบริหารจัดการทีมกับผู้เล่นในทีมด้วย

และปรัชญาในการทำงานของผมคือเอาสี่งที่ดีๆจากหลายๆประเทศมาปรับใช้ให้เข้ากับประเทศโปรตุเกส ไม่ใช่การไปก็อปปี้ของใครต่อใครมาทั้งหมด  ในยุโรปสมัยนั้น อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม มีอิทธิพลมากมายจนใครๆก็ทำตาม ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดพลาดมากที่ต้องลอกเลียนแบบของอาแจ็กซ์มาใช้ ผมเองพยายามที่จะมองหาแต่สี่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับฟุตบอลโปรตุเกส โดยไม่ต้องไปลอกเลียนแบบของใคร

ความลับในความสำเร็จของโปรตุเกสคือ เรามีระบบในการฝึกที่มีทิศทางของเราเอง เราเปลื่ยนแปลงวิธีการสอน เราเปลื่ยนแปลงระบบการแข่งขัน ระบบการค้นหาผู้เล่น ระบบการคัดเลือกตัวผู้เล่น ทั้งหมดเราได้ปรับปรุงใหม่หมด เราพยายามไม่ให้โค้ชคนหนึ่งคนใดสับสนในการมองผู้เล่น ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติทั่วไปในโปรตุเกสนั้นคือ ความสับสนในเรื่องของคำว่าผลงาน (Performance), พรสวรรค์ (Talent) และศักยภาพ (Potential) เพราะฉะนั้นทุกคนต้องเข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ จะได้ไม่เกิดความผิดพลาดในการประเมินผู้เล่นแต่ละคน

สิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาเยาวชนคือการ ระบบการแข่งขัน  เรามีระบบการแข่งขันในโปรตุเกสที่เมื่อก่อนเราจะเห็นทีมเยาวชนของเบนฟิก้า เอาชนะในแต่ละครั้ง 22:1 หรือบางเกม 17:2 มันอาจจะดูว่ามันเป็นผลการแข่งขันที่ดี สำหรับทีมที่ชนะตลอดฤดูการแข่งขัน แต่ระยะยาวไม่เป็นผลดีเลยในการพัฒนาผู้เล่น ผมเริ่มเปลื่ยนแปลงระบบการแข่งขัน โดยให้ทีมที่แข็งแกร่งเล่นด้วยกันส่วนทีมที่อ่อนๆ ก็อยู่ในอีกกลุ่มหนึ่ง

แล้วเราเก็บผู้เล่นที่มีความสามารถ 13 – 14 ปี มาฝึกซ้อมร่วมกัน 3 – 4 ปี อย่างมีระบบแบบแผน  นั่นเป็นสี่งที่พิเศษในการเตรียมทีมชาติในอนาคต เราใช้เวลาเตรียมทีมชาติแต่ละชุดอย่างน้อย 10 ปี ทุกๆครั้งที่เราประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นแชมป์ยุโรป หรือ แชมป์โลกรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี เชื่อไหมว่าเรามีทีมที่เตรียมไว้ในสำหรับการชิงแชมป์ยุโรปและฟุตบอลโลกในครั้งต่อไปไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นทีมที่จะนำไปสู่อนาคต (The team for the future "leading the future")

สี่งที่ผมวางโครงสร้างใว้ให้กับฟุตบอลโปรตุเกสคือ การเลิกพูดถึงการสร้างทีมเพื่อเยาวชนโลก U17 เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าฟุตบอลโลกจะเตะที่ไหน เช่น รัสเชีย หรือ ครั้งต่อไปที่กาตาร์ เราต้องรู้แล้วว่าเรามีผู้เล่นที่จะไปเล่นในฟุตบอลแต่ละครั้งนั้นมีใคร กี่คน  ที่ไหน อายุเท่าไร เรารู้ได้ทันทีว่าผู้เล่นกลุ่มไหนที่จะไปเล่นที่รัสเชีย และผู้เล่นกลุ่มไหนเล่นที่กาตาร์ เราเรียกมันว่า Road to Russia,  Road to Qatar

การเตรียมทีมอย่างมีแบบแผนระยะยาว เป็นเครดิตที่สำคัญให้กับกลุ่มสต๊าฟฟ์โค้ชในการทำงานและการประเมินทีมที่ต่อเนื่อง นั่นคือสี่งที่พิเศษสำหรับโปรตุเกส

3. คุณช่วยอธิบายแนวทางการสอนของคุณกับกลุ่มดาวรุ่งในทีมหน่อย? (How would you describe your style of coaching with those young team?)

สไตล์ของผมคือ สอน และช่วยเหลือผู้เล่นว่าจะควบคุมการตัดสินใจอย่างไรในเกมการแข่งขัน ควบคุมและจัดการสถานการณ์อย่างไรในแดนคู่ต่อสู้ ให้ผู้เล่นเข้าใจในเรื่องแทคติกการเล่น และที่สำคัญ สอนพวกเขาให้เล่นอย่างสมบูรณ์แบบ เตรียมผู้เล่นไม่ให้กลัวที่จะพัฒนาให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ กระหาย ทะเยอทะยานกับความสำเร็จ

บ่อยครั้งที่เราข้ามพรมแดนไปฝรั่งเศส สเปน หรือเดนมาร์ก ผมก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเรา เราโดนนำไปแล้ว 3:0 ทั้งที่ยังไม่ได้ลงเล่น เพราะทุกคนมัวไปสนใจตึก บ้าน รถ  หาดทราย ผู้หญิงที่สวยงาม ซึ่งเราไม่ได้มาที่นี่เพื่อดูสี่งเหล่านี้เรามาเพื่อเกมการแข่งขันผู้เล่นจะต้องมีสมาธิ จดจ่อกับเกมและการพัฒนาตัวเอง

ผมสอนให้พวกเขาเรียนรู้กับเกมและสอนพวกเขาให้มีสมาธิและความมั่นใจ การเตรียมความพร้อมเพื่อความสมบูรณ์แบบ ทุกคนต้องเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งในและนอกสนาม การลงสนามด้วยความเชื่อ และศรัทธา แสดงความเป็นผู้นำแห่งชัยชนะ เหมือนเช่นโค้ชในอังกฤษชอบพูดถึงคำว่า “จะเป็นหรือไม่เป็น” (To be or not to be) แต่สำหรับทีมของผม คือ “จะชนะหรือไม่ชนะ” (To win or not to win) ผู้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าที่พูดถึงเรื่อง ชัยชนะ ความจริงเรื่องชนะนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ทำไมเราถึงมาเป็นโค้ช เราต้องสอนผู้เล่นให้รู้ว่าจะชนะอย่างไร (How to win) ผมสอนเด็กให้มุ่งมั่นมีหัวใจในชัยชนะ (The heart of winning) นั่นคือสไตล์และความเชื่อของผม และผมไม่เคยที่จะพูดถึงแต่ละเกมว่าเรามาแค่สนุกสนาน หรือมาแค่เข้าร่วมการแข่งขันหรือมาเพื่อหาประสบการณ์

ต้องให้ผู้เล่นมีความเชื่อทุกนาที ทุกๆปฎิกิริยาหรือจะทำอะไรก็ตามถึงแม้ว่าคุณจะต้องเล่นเกมรับถึง 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ในความคิดของทุกๆคนคือชัยชนะ โอกาสเดียวในการแข่งขันคือชัยชนะเท่านั้น นั่นคือสไตล์ของผม

 4. ในฐานะผู้จัดการทีม คุณมีประสบการณ์มากมายทั่วโลกก่อนที่คุณจะทำงานที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเรอัล มาดริด (As a club manager, you gained a lot of experience world wide before you worked at man.Utd and Real Madrid.) ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยคุณอย่างไร ในการทำงานร่วมกับเหล่าซุปเปอร์สตาร์ในทีม (How did this help you to deal the superstars in manchster and madrid?) และความสัมพันธ์ในการทำงานของคุณกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นอย่างไร (And how did that relationship work with Sir Alex Ferguson?)

 สี่งสำคัญที่สุดที่ผมจะบอกเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือตอนแรกผมต้องการที่จะเรียนรู้จากคาเปลโล่ พอดีอเล็กซ์โทรมาและผมก็ได้ร่วมงานกับเขามันเป็นโอกาสที่ยี่งใหญ่ สี่งที่ผมกับอเล็กซ์เหมือนกันคือแนวทางการอ่านเกม (the way you see the game)   ซึ่งแตกต่างกับแนวทางการมองฟุตบอล (the way you see football) เพราะเกมกับฟุตบอลแตกต่างกัน เกมของอเล็กซ์จะเต็มไปด้วยความหลงใหล แต่ฟุตบอลในปัจจุปันเต็มไปด้วยเรื่องธุรกิจ ทีวี การตลาด สัญญา ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องธุรกิจมากกว่า ไม่ใช่ความหลงใหลในเกมเหมือนเช่นอเล็กซ์ เขาทำให้ผมคิดถึงพ่อของผมที่มีคตินิยมที่เหมือนๆกัน เราอาจจะเรียกมันว่า "ยุคโรแมนติกของฟุตบอล" (The romantic period of football) ก็ว่าได้ 

อีกอย่างคือหลักการโครงสร้างพื้นฐาน คุณค่าการทำงานที่มีจริยธรรม ทัศนคติ เป็นตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ ในความสัมพันธ์กับอเล็กซ์สำหรับซูเปอร์สตาร์จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมไม่เคยมีปัญหากับนักเตะ ซูเปอร์สตาร์เลย การสอนซูเปอร์สตาร์นั้นไม่ใช่ปัญหา แต่การสอนผู้เล่นที่คิดว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์ต่างหากที่เป็นปัญหา (To coach super star is not a problem. To coach players that they think they are super star that a problem.)

นักเตะซูเปอร์สตาร์จริงๆ ความรู้สึกภายในของเขาคือความเป็นเลิศ ความเป็นมืออาชีพ พวกเขาเป็นพวกเห็นแก่ตัวไม่ใช่แค่นิดเดียวแต่เห็นแก่ตัวมากๆ  เห็นแก่ตัวในเรื่องของการพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นโรเบอร์โต้ คาร์ลอส, เดวิด เบ็คแฮม, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ไรอัน กิ๊กส์ ผมไม่เคยมีปัญหาอะไรเลยกับดารา เพราะดาราทุกคนรู้ทุกๆอย่าง รู้ว่าจะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร และที่สำคัญพวกเขาจะทุ่มเทให้กับคุณถ้าพวกเขารู้สึกว่าคุณทำงานทุ่มเทเพื่อพวกเขา ทุกคนรู้และเข้าใจบทบาทของตัวเอง และรู้ว่าทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ และรู้ว่าโค้ชคาคหวังอะไรในตัวของพวกเขา แต่ปัญหาของซูเปอร์สตาร์คือในเรื่องการตลาดและการโฆษณา ผู้เล่นมีเวลาส่วนตัวในการผักผ่อนแค่ 1 นาทีเท่านั้น

ตัวอย่างง่ายๆตอนผมอยู่มาดริดกับ 9 แต้มที่นำห่างอันดับ 2 อย่างบาเลนเชีย โรนัลโด้ต้องถ่ายโฆษณาให้ซูเปอร์มาร์เก็ต และเราต้องเล่นแชมเปิ้ยนส์ลีกในวันอังคาร เขาตามทีมมาถึงโรงแรมในวันแข่ง ผมผิดพลาดมากที่ส่งเขาลงไปเล่น ก็เพราะต้องการผลการแข่งขัน ที่กดดันทีมใหญ่อย่างมาดริด ครึ่งแรกเสมอ 0:0 ครึ่งหลังเราเปลื่ยนตัวโรนัลโด้ลงเป็น แต่เล่นได้แค่ 9 นาทีก็เกิดอาการบาดเจ็บ เกมนั้นเป็นเกมที่สิ้นสุดฤดูกาลของเขารวมทั้งเกมแชมเปิ้ยนส์ลีกด้วย 

นี่คือปัญหาของซูเปอร์สตาร์เพราะปัจจุปัน การตลาด การเงินมีผลต่อเกมการเล่นในปัจจุปันมาก และเป็นการกดดันที่สาหัสกับผู้เล่นที่เป็นซูเปอร์สตาร์ซึ่งลำดับความสำคัญของฟุตบอลเป็นรองจากเรื่องการตลาดไปเสียแล้ว

ผมเคยบอก เดวิด เบ็คแฮม ว่าผมเข้าใจที่คุณต้องไปถ่ายโฆษณา แต่อย่างน้อยเกมฟุตบอลต้องมาก่อน

5. คุณนำ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มายังแมนฯยูไนเต็ด และยังทำงานร่วมกับเขาในทีมชาติโปรุตเกส อะไรที่ทำให้เขาเป็นนักเตะที่พิเศษ? (You brought Cristiano Ronaldo to Man Utd and worked with him in the national team of Portugal. What makes him so special?)

ผมกับอเล็กซ์มาถึงสนามซ้อมทุกๆวันประมาณ 7 โมงเช้าเพื่อนั่งคุยเรื่องการฝึก ทานอาหารเช้า จิบกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์ ทุกๆเช้า 2 คนแรกที่มาถึงสนามก่อนใครคือ โรนัลโด้ กับ เวย์น รูนี่ย์ ทั้งคู่มีสี่งในตัวคือความเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ (Great Star Great Player) พวกเขามีสิ่งภายในตัวเองที่ต้องการที่จะฝึกฝนให้ดีขึ้นดีขึ้นทุกๆวัน มันอยู่ในสายเลือดในความเป็นมืออาชีพ พวกเขามาสนามก่อน และไม่เคยรีบร้อนที่จะกลับบ้าน เขาฝึกให้กับตัวเอง มีครั้งหนึ่งที่มีการใช้ลูกบอลอีกยี่ห้อหนึ่งในการเตะแชมเปี้ยนส์ ลีก โรนัลโด้ ฝึกเตะฝึกคอนโทรลซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้แน่ใจและคุ้นเคยในการคอลโทรลและลูกตั้งเตะกับลูกบอลยี่ห้อนั้นๆ

เขาเป็นนักเตะที่ถูกครอบงำด้วยความเป็นมืออาชีพ ที่ต้องทำให้ดีขึ้นๆและต้องยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นความเห็นแก่ตัวในการฝึกฝนตัวเองให้เป็นหนึ่งอยู่ตลอดเวลา

6. จากการที่อิหร่านได้เข้าร่วมรอบสุดท้ายเอเชียน คัพ และฟุตบอลโลก คุณมีความเห็นเกี่ยวกับทีมชาติในเอเชียอย่างไร? (Having paticipated in the asian cup Finals and the World cup qualifies with Iran. What is your view about national team football in Asia?)   

ผมเคยทำงานโค้ชในญี่ปุ่นและยูเออี แน่นอนมีการพัฒนาขึ้น มีสนามที่มีคุณภาพ มีเกมสำคัญอย่าง เอเอฟซี แชมเปิ้ยนส์ ลีก แต่ 20 – 30 ปีที่ผ่านมามันน่าไปได้ไกลกว่านี้ ผมเป็นห่วงและกังวลเกี่ยวกับการพัฒนาของกรรมการผู้ตัดสิน ที่สำคัญ ผู้ควบคุมการแข่งขัน เขาน่าจะเข้ามาสนับสนุนโค้ชและนักเตะมากกว่าที่จะเข้ามาทำหน้าที่เหมือนเป็นนายพล ที่เข้ามาสั่งต้องแบบนั้นแบบนี้มันต้องให้ความสำคัญต่อผู้เล่นอันดับแรกในการยกมาตรฐานเกมระดับชาติให้สูงขึ้น

30 ปีที่ผ่านมา เราเอเชียชอบเลียนแบบของยุโรปทุกอย่าง จัดระบบการแข่งขันระดับนานาชาติให้มีมาตรฐาน เราจะมาแก้ตัวว่าไม่มีทุนคงเป็นไปไม่ได้เพราะเงิน 65% ในยุโรปมาจากเอเชีย ทุกคนรู้เรื่องการพัฒนาฟุตบอลในแต่ละประเทศ เชื่อไหมว่า 50% ของโค้ชที่มาสัมมนาในครั้งนี้ไม่มีใครกล้าที่จะพูดเวลาออกจากห้องนี้ไปแล้ว และอีก 50% กลับประเทศไปแล้วกล้าที่จะพูดแต่ไม่มีคนฟังหรอกโดยเฉพาะโครงสร้างในการพัฒนาผู้เล่น ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก พัฒนาระบบจัดการแข่งขัน พัฒนาเยาวชนและรากหญ้า พัฒนาโค้ช รวมไปถึงการพัฒนาสนามแข่งขัน

7. เมื่อมองไปยังฟุตบอลโลกที่รัสเซีย คุณมีความคาดหวังสำหรับทีมในเอเชียไว้อย่างไร? (Looking ahead to the world cup in Russia. what are your expectations for the Asian teams?)

ความคาดหวัง.... ถ้าโปรตุเกสพลาดพลั้งก็ขอให้อิหร่านประสบความสำเร็จ  อย่าลืมว่าพวกไทรันโนซอรัสยังอยู่กันครบรอเขมือบทุกๆทีม ไม่ว่าจะเป็นบราชิล, อาร์เจนติน่า, เยอรมัน, ฝรั่งเศส แน่นอนพอผลจับสลากออกมา ไม่ว่าจะเป็นสเปน, โปรตุเกส, โมร็อกโก ผมและอิหร่านมีทางเลือกเดียว คือเตรียมทีมทุกๆวินาที ให้ดีที่สุด ความคาดหวังคือเข้ารอบสอง แน่นอนมันเป็นเรื่องยากแม้จะมีโอกาสในบอลโลกถึง 5 ครั้งมาแล้วที่ไม่เคยผ่านรอบแรก มันเป็นความท้าทาย ไม่มีการแก้ตัวอะไรทั้งนั้น เราต้องทำดีที่สุดและสนุกกับเกมการแข่งขันเพราะโอกาสในชีวิตที่หายากจะเล่นกับโปรตุเกสและสเปนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

สำหรับทีมในเอเชียนั้นต้องทำให้สมบูรณ์แบบที่สุดตลอด 90 นาที  ออกจากรัสเซียด้วยผลการเล่นและการแข่งขันที่ดี เพื่อเครดิตของทีมอิหร่านและทีมในเอเชีย

8. คุณมีคำแนะนำอะไรสำหรับโค้ชทีมโอลิมปิกส์ในเอเชียไหม? (Do you have any advice for our young olympic coaches?)

ก่อนอื่นขอแนะนำ ความลับที่จะประสบความสำเร็จ เตรียมจดเลย เพราะผมจะบอกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น คือ ”ทำให้แน่ใจว่าตัวคุณเองได้เซ็นสัญญาที่ดี" (be sure you sign a good contract)

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อยากจะถามว่ารายการแข่งขัน ชุด 23 ปี  ช่วยให้ผู้เล่นมีการพัฒนาในเอเชียหรือไม่? ถ้าใช่ สโมสรต้องให้ความร่วมมือ ให้ผู้เล่น ให้เวลาในการรวมตัวฝึกซ้อม หลายประเทศที่ผมเห็นคือเด็กติดแข่งให้กับสโมสรมาเล่นให้กับทีมชาติไม่ได้ 

อุซเบกิสถาน หลังจากคว้าแชมป์ 23 ปีเมื่อครั้งล่าสุดนี้ที่เข้าชิงชนะเลิศกับเวียดนาม  อยากจะถามว่าที่คุณได้เตะกับผู้เล่นเก่งๆของแต่ละทีมไหม?  เปล่าเลย ส่วนใหญ่ตัวเก่งๆ จากสโมสรไม่ได้ปล่อยตัวให้มาร่วมทีมชาติ เพราะฉะนั้นมันเหมือนเป็นการโกหกหลอกตัวเองที่ได้ชัยชนะโดยไม่มีผู้เล่นเก่งของแต่ละทีมมาร่วมลงแข่งขัน เพราะฉะนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่าทีมเรานั้นดีขึ้นพัฒนาขึ้น นี่คือคำถามเกี่ยวกับฟุตบอลในเอเชียและจะแก้ปัญหากันอย่างไร