ฟุตบอลโลก 2034 ในอาเซียน : วาระลูกหนังและวิสัยทัศน์แห่งภูมิภาค

27 มิ.ย. 2019 10:06:00

2 months ago

House of Thai Football จะมาอธิบายถึงวาระสำคัญแห่งภูมิภาคอาเซียน ที่จะมีผลต่อการพัฒนาเกมลูกหนังทั้งระบบในอนาคตอันใกล้
Picture

ประเด็นสำคัญ

  • จากการที่ฟุตบอลโลก มีการเพิ่มทีมเป็น 48 ทีม ทำให้ฟีฟ่า สนับสนุนให้ประเทศสมาชิก จับมือกันเป็นเจ้าภาพร่วม เพื่อให้มีสนาม รองรับแมตช์ที่จะเพิ่มขึ้น
  • โดยชาติที่จะยื่นเจตจำนงค์ จะต้องมีหนังสือรับรองการสนับสนุนจัดแข่งฟุตบอลโลกจากรัฐบาล เป็นหนึ่งในเอกสาร ประกอบการยื่นขอเป็นเจ้าภาพ และมีการดำเนินการตามขั้นตอนกับเอเอฟซี
  • ซึ่งในการประชุมสุดยอดอาเซียน บรรดาผู้นำของชาติสมาชิกได้วางวิสัยทัศน์ สนับสนุนให้ชาติอาเซียน 3-4 ชาติ เป็นตัวแทนยื่นขอจัดฟุตบอลโลก ในอีก 15 ปีข้างหน้า และตอนนี้อินโดนีเซียกับมาเลเซีย ก็เริ่มมีการขยับตัว
  • กษัตริย์มาเลเซียพระองค์ปัจจุบัน สุลต่านอับดุลเลาะห์ ทรงมองว่าการได้จัดงานใหญ่เช่นนี้ ถือเป็นโอกาสดี ที่จะได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศครั้งใหญ่ อีกทั้งเป็นการสร้างอาชีพ และโปรโมตประเทศในคราวเดียวกัน

ความจำเป็นที่จะต้องมีเจ้าภาพร่วม

จากการที่ฟีฟ่า ตัดสินใจเพิ่มทีมในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย จาก 32 เป็น 48 ทีม ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ทำให้เราจะได้เห็นหลายๆ ประเทศ จับมือกันเป็นเจ้าภาพร่วม เหมือนอย่างที่ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโกทำ แทนที่จะเป็นเจ้าภาพเดี่ยวเหมือนที่เคยเป็นมา

นั่นเป็นเพราะว่า ด้วยจำนวนทีมที่มากขึ้น ทำให้มีจำนวนเกม และกลุ่มมากขึ้น จึงต้องมีสนามรองรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะฉะนั้น การที่ประเทศหนึ่ง ต้องบูรณะ รวมถึงสร้างสนามใหม่ ในเวลาไล่เลี่ยกัน กว่า 10 สนาม จึงเป็นเรื่องยาก และหลายสนามอาจถูกทิ้งร้างในอนาคต 

ซึ่งฟีฟ่ามองว่า การที่ชาติในภูมิภาคเดียวกัน ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ จะก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่า และยังสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างประเทศอีกด้วย

“เราสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพร่วมในฟุตบอลโลก เพราะเราต้องการจะแสดงให้เห็นว่าเรามีเหตุผล และคิดถึงความยั่งยืนในระยะยาว” จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า กล่าว

“บางทีอาจจะมี 2, 3 หรือ 4 ประเทศที่มานำเสนอโครงการร่วมกัน โดยมีชาติละ 3, 4 หรือ 5 สนาม แน่นอนว่าเราจะให้การสนับสนุนในเรื่องนี้ เพื่อที่ว่าหลายๆ ประเทศจะได้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น อย่างที่ฝันไว้”

เจ้าภาพฟุตบอลโลกกับภูมิภาคอาเซียน

โดยในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ที่ประเทศไทยรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ ในฐานะประธานอาเซียนนั้น ถือว่ามีวาระหนึ่งที่สำคัญยิ่งต่อวงการฟุตบอลในภูมิภาคโดยรวม

เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ในฐานะประธานอาเซียน เผยว่าในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 บรรดาผู้นำของชาติสมาชิก ได้สนับสนุนให้ประเทศที่มีศักยภาพในอาเซียน ร่วมมือกันเสนอตัว เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2034

ถึงแม้ว่า จะไม่ใช่ทุกประเทศในอาเซียน รับหน้าเสื่อร่วมกันยื่นขอเป็นเจ้าภาพ แต่บรรดาชาติสมาชิก ก็ถือเป็นวาระแห่งภูมิภาค ที่ทุกชาติจะร่วมมือกัน เพื่อทำให้เกิดขึ้น ตามกรอบแนวคิด “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน”

ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกของบรรดาชาติในอาเซียน ที่มีความพยายามจะนำทัวร์นาเมนต์ลูกหนังแห่งมวลมนุษยชาติมาสู่แฟนบอลในภูมิภาคนี้

สิงคโปร์, มาเลเซีย, ไทย และอินโดนีเซีย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2011 ไซนุดดีน นอรดีน อดีตประธานสมาคมฟุตบอลสิงคโปร์ ได้เปิดเผยว่า ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ได้มีนโยบายที่จะผลักดันให้ประเทศในอาเซียนเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 

จากนั้นในปี 2013 นอรดีน และประธานโอลิมปิกส์พิเศษของมาเลเซีย ดาโต๊ะ มูฮัมเหม็ด ไฟซอล ฮัสซัน ก็ได้นำไอเดียนี้มาปัดฝุ่นอีกครั้ง ก่อนที่มาเลเซีย จะถอนตัวในปี 2017 หลังจากที่ได้ทำการสำรวจและวิจัย ซึ่งผลออกมาไม่ประสบความสำเร็จในตอนนั้น

อย่างไรก็ตาม ปีเดียวกันนั้นเอง ในการประชุมคณะกรรมการสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียนครั้งที่ 12 ก็ได้มีการประกาศให้ สมาคมกีฬาฟุตบอลอินโดนีเซีย (PSSI) และ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ (FA Thailand) เป็นตัวแทนของภูมิภาค ในการยื่นข้อเสนอขอเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกร่วมกันในปี 2034

ซึ่งในครั้งนั้น อินโดนีเซียได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ขณะที่ฝั่งไทย โครงการดังกล่าวมีอันต้องถูกพับไป โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาในขณะนั้น ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ไปในแนวทางที่ไม่เห็นด้วย และกล่าวว่าควรจะพัฒนาทีมชาติ มากกว่าให้ความสนใจเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ

และถ้าหากย้อนกลับไปอีก เมื่อครั้งที่มีการยื่นขอเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2022 อินโดนีเซียก็เป็นชาติที่ยื่นข้อเสนอ ก่อนจะถูกฟีฟ่าปฏิเสธไป เนื่องจากขาดจดหมายยืนยันการสนับสนุนจัดแข่งฟุตบอลโลกจากรัฐบาล

อย่างไรก็ดี จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า ก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ฟุตบอลโลก จะถูกจัดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

“ผมสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพร่วม ซึ่งแน่นอนว่ามันจะเป็นประตูที่เปิดกว้างสำหรับหลายสมาคมฟุตบอล และอาเซียนก็ถือเป็นภูมิภาคที่มีความคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลภูมิภาคหนึ่ง” 

“แค่ประเทศเดียวในภูมิภาคคงเป็นเรื่องยากที่จะจัดฟุตบอลโลก แต่ถ้าเกิดเป็นหลายๆ ชาติร่วมกัน ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?” อินฟานติโนกล่าว

นั่นเป็นเพราะฟีฟ่า มองว่า ‘ฟุตบอลโลก’ เป็นของคนทั้งโลก ไม่ใช่เฉพาะชาติชั้นนำด้านลูกหนัง นั่นจึงทำให้เกิดนโยบายหมุนเวียนเจ้าภาพ ไปตามแต่ละภูมิภาคต่างๆ ของโลกนั่นเอง

วิสัยทัศน์แห่งการพัฒนา ที่มาพร้อมกับฟุตบอลโลก

ย้อนกลับไปในเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ปี 1996 ที่ฟีฟ่าประกาศให้ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2002 ขุนพล “ซามูไรบลู” ยังไม่เคยได้ไปฟุตบอลโลกมาก่อน และในขณะนั้น รอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 1998 โซนเอเชีย ก็ยังไม่เริ่มต้น 

แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของญี่ปุ่น ทั้งที่มีลีกอาชีพได้เพียง 10 ปี พวกเขาถือโอกาสในการสร้างสนามใหม่ และยังคงมีการใช้งานในปัจจุบันโดยสโมสรเจลีก นอกจากนี้ การพัฒนาในระดับรากหญ้า ก็ถูกกระจายไปทั่วประเทศ จากกระแสความนิยมในเกมลูกหนังที่เพิ่มขึ้น หลังจากฟุตบอลโลก 

เช่นเดียวกับ ไอเดียการยื่นข้อเสนอขอเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก จากชาติอาเซียนในครั้งนี้ ที่หวังจะให้เกิดการพัฒนาประเทศครั้งสำคัญ ก่อนจะถึงปี 2034 นับเป็นวิสัยทัศน์ที่ท้าทายสำหรับ 15 ปีข้างหน้า

โดยสุลต่านอับดุลเลาะห์ กษัตริย์มาเลเซียพระองค์ปัจจุบัน ทรงตรัสว่า “ถึงเวลาแล้วสำหรับภูมิภาคอาเซียน ที่จะได้รับโอกาส มันจะทำให้หลายๆ ประเทศได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาทีมชาติให้แข็งแกร่ง ซึ่งยังพอมีเวลา”

“แน่นอนว่า ลำพังเพียงผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว ก็ถือว่ามหาศาลแล้ว ไม่ใช่แค่เรา (มาเลเซีย) เท่านั้น หากยังรวมถึงเพื่อนบ้านด้วย การได้จัดรายการเช่นนี้ แน่นอนว่าทำให้เกิดการสร้างงาน, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว”

“ข้าพเจ้ายังรู้สึกตื่นเต้นในแง่ที่ว่าเป็นการพัฒนาฟุตบอลรากหญ้า และนักกีฬาฟุตบอลเยาวชน ที่ต้องการทำฝันของตัวเองให้เป็นจริง ในการไปเล่นฟุตบอลโลกด้วยเช่นกัน”

การเตรียมการในขั้นต้น 

หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศให้การสนับสนุนในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ผ่านมา สิ่งที่ชาติอาเซียนจะดำเนินในขั้นตอนต่อไปก็คือ แจ้งความจำนงค์ต่อเอเอฟซี 

เนื่องจากการยื่นข้อเสนอขอจัดฟุตบอลโลก เป็นไปในฐานะตัวแทนของทวีป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย รวมถึงเพื่อนร่วมทวีปด้วยกัน

จากนั้น เป็นขั้นตอนของการส่งเอกสารให้ฟีฟ่าพิจารณา ซึ่งหนึ่งในเอกสารที่สำคัญคือ จดหมายการันตีและปฏิญญาจากภาครัฐ เพื่อยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการยื่นขอเป็นเจ้าภาพครั้งนี้

เช่นเดียวกับเอกสารยินยอมในการเป็นเจ้าภาพจากรัฐบาล, เอกสารยินยอมจากเมืองที่จะใช้จัดแข่ง, เอกสารยินยอมให้ใช้สนาม, เอกสารยินยอมให้ใช้สนามซ้อม, ถ้อยแถลงทางกฎหมาย, ความเห็นทางกฎหมาย, ข้อตกลงด้านสิทธิ์การขายตั๋ว, ข้อตกลงด้านสิทธิ์ในที่พัก

นอกจากนี้ ยังต้องมีการส่งเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับกลยุทธ์ และวิสัยทัศน์ในการขอเป็นเจ้าภาพ รวมถึงนโยบายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และแรงงาน เช่นเดียวกับข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับประเทศ, เมืองที่จัด, แผนที่ของเมืองที่จะใช้จัด, ข้อมูลด้านกีฬา, สนามแข่ง, สนามซ้อม, สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการแพทย์, ด้านการรักษาความปลอดภัย, โรงแรม, การเดินทางระหว่างเมือง, การเดินทางภายในเมือง, สภาพการเงินโดยรวม, การพัฒนา และกฎหมายโดยรวม

สำหรับ ฟุตบอลโลก U20

ในส่วนของการยื่นขอเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ร่วมกับเมียนมา ในปี 2021 สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จะต้องส่งเอกสารต่างๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้นให้กับฟีฟ่าเช่นกัน 

อย่างไรก็ดี ในส่วนของมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็น สนามแข่งขัน ไฟสนาม หรือที่พัก ก็จะมีกฎเกณฑ์ที่ลดหลั่นลงมาจากฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ของทีมชุดใหญ่ หรือแม้กระทั่งรายการชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ดังนั้นในส่วนของสนามไทยลีก ถือว่ามีความพร้อมที่จะจัดได้ทันที ซึ่งกฎเกณฑ์หลักๆ ประกอบไปด้วย

1. ต้องมีสนามแข่งขันที่ได้มาตรฐาน อย่างน้อย 6 สนาม

2. ต้องมีสนามซ้อมที่ได้มาตรฐาน อย่างน้อย 12 สนาม

3. ความจุของสนามแข่งขัน สำหรับเกมนัดเปิดสนาม และเกมนัดชิงชนะเลิศ ต้องมีจำนวนที่นั่งไม่น้อยกว่า 10,000 ที่นั่ง และความจุของสนามแข่งขันตามปกติ จะต้องไม่น้อยกว่า 5,000 ที่นั่ง

4. ต้องมีโรงแรม 4 ดาวเพื่อรับรองทีมที่เข้าร่วมแข่งขัน และมีจำนวนเพียงพอสำหรับให้ทั้ง 4 ทีม เข้าใช้บริการในโรงแรมเดียวกัน

5. ไฟส่องสว่างของสนามแข่งขัน ต้องไม่ต่ำกว่า 1,400 ลักซ์

แต่ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลกในรุ่นใด ก็ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ ในการพยายามที่จะทำให้ประเทศไทย ปรากฎอยู่บนแผนที่ลูกหนังโลก ในฐานะเจ้าภาพรายการแข่งขันระดับโลกของฟุตบอลชาย หลังจากที่เคยเป็นเจ้าภาพฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ในปี 2004 และฟุตซอลชิงแชมป์โลก เมื่อปี 2012 ตามลำดับ


เขียน/เรียบเรียง : ศุภโชค อ่วมกลัด

ที่ปรึกษา : พาทิศ ศุภะพงษ์