ประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอด 8 ปี : ดีลประวัติศาสตร์ที่จะมีผลต่อฟุตบอลไทยทั้งระบบ

17 พ.ย. 2019 16:36:00

2 weeks ago

House of Thai Football จะมาธิบายถึงการประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยรอบใหม่ ปี 2021-2028 ว่ามีความสำคัญอย่างไร
Picture

ประเด็นสำคัญ

  • เมื่อปี 2016 DAZN ได้ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด เจลีก 1-3 เป็นเวลา 10 ปี มูลค่ารวม 2.1 แสนล้านเยน ซึ่งมีผลตั้งแต่ซีซั่น 2017 เป็นต้นมา
  • แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดที่กินระยะเวลายาวนานเช่นนี้ เพราะบรรดาอเมริกันเกมส์อย่าง NFL, NBA หรือ MLB ก็เซ็นยาว 8-9 ปีเช่นกัน
  • โดยสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้มีการเปิดประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอด ทั้งในระดับสโมสร และทีมชาติรอบใหม่ ตั้งแต่ฤดูกาล 2021-2028 ซึ่งเปิดกว้างสำหรับผู้สนใจทุกรูปแบบ 
  • ไม่ว่าจะเป็น เอเยนซี่, ผู้ผลิตรายการถ่ายทอดสด, สถานีโทรทัศน์ โดยทุกคนที่อยู่ในวงการคอนเทนต์สามารถเข้ามายื่นประมูลได้ 
  • ซึ่งการเซ็นสัญญาระยะยาว นอกจากจะส่งผลดีต่อผู้ถือลิขสิทธิ์ ที่ไม่ต้องถือความเสี่ยงกับมูลค่าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตแล้ว ยังก่อให้เกิดการพัฒนาของกีฬาภายในประเทศทั้งระบบเช่นกัน
  • เนื่องจากการพัฒนาตั้งแต่ โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงบุคลากร ตั้งแต่ผู้ฝึกสอน ไปจนถึงเยาวชน จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเม็ดเงินจำนวนนี้ สามารถสร้างเสถียรภาพในการพัฒนาได้อย่างมั่นคง

เมื่อเดือนมิถุนายน 2016 DAZN ผู้ให้บริการสตรีมมิงคอนเทนต์กีฬายักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ได้เซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกอาชีพของญี่ปุ่น ทั้ง 3 ดิวิชั่น (เจลีก 1-3) เป็นระยะเวลาถึง 10 ปี มูลค่า 2.1 แสนล้านเยน (ราว 2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ในขณะนั้น) ซึ่งมีผลตั้งแต่ฤดูกาล 2017 เป็นต้นมา

โดยตลอดระยะเวลาดังกล่าว ลีกสูงสุดของแดนอาทิตย์อุทัย หรือ เมจิ ยาสุดะ เจ1 ลีก ยังได้ถูกถ่ายทอดให้แก่ผู้ชมในต่างแดน ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรีย, เยอรมนี, สวิตเซอร์แลนด์, แคนาดา, อิตาลี, สหรัฐอเมริกา, สเปน และบราซิล

แม้ว่าฟุตบอลจะไม่ใช่กีฬาอันดับ 1 ของญี่ปุ่น แต่ดีลนี้ ได้สร้างประวัติศาสตร์ เป็นการเซ็นสัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เท่าที่วงการกีฬาญี่ปุ่นเคยมีมาเลยทีเดียว

แต่นี่ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกของวงการกีฬา ที่มีการเซ็นสัญญาลิขสิทธิ์ยาวนานเช่นนี้ 

บิ๊กดีลกับอเมริกันเกมส์

สำหรับกีฬายอดนิยมในสหรัฐอเมริกาอย่าง อเมริกันฟุตบอล NFL ที่ถือว่ามีมูลค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดสูงที่สุดในโลกกีฬาปัจจุบัน ได้เซ็นสัญญากับสถานีโทรทัศน์ CBS, NBC, FOX และ ESPN รวมกันสูงถึง 3.96 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ กินระยะเวลาตั้งแต่ปี 2014-2022

ขณะที่ บาสเก็ตบอล NBA ก็ทำสัญญากับ TNT และ ESPN มูลค่ารวม 2.4 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2016-2025 เช่นเดียวกับ เมเจอร์ลีก เบสบอล หรือ MLB ที่เซ็นไว้กับ FOX, TBS และ ESPN ยาวตั้งแต่ปี 2014 ถึง 2022 มูลค่า 1.24 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ 

แน่นอนว่า เป็นเรื่องดีสำหรับผู้ซื้อลิขสิทธิ์ ที่สามารถวางแผนในเรื่องของการพัฒนาโปรดักชั่น ขายโฆษณา ที่ทำให้เกิดจุดคุ้มทุน และคืนทุนในระยะยาว เพราะนี่คือกีฬายอดนิยมของประเทศ ที่เข้าถึงมวลชนทุกครัวเรือน 

เช่นเดียวกับกีฬาฟุตบอลในประเทศไทย ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ ที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ ปลุกอารมณ์ร่วมของคนในชาติ ในฐานะกีฬายอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งมีคนติดตามความเคลื่อนไหว ทั้งบนโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ รวมถึงโซเชียลมีเดีย

โดยในฤดูกาลนี้ ยอดผู้ชมใน โตโยต้า ไทยลีก (ไทยลีก 1) เฉลี่ยอยู่ที่ 5,707 คนต่อนัด ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 4 ปี ขณะที่ทีมชาติไทย ก็ได้รับการสนับสนุนจากแฟนบอลอย่างเต็มที่ มีแฟนบอลเรือนหมื่น เข้ามาชมเกมในนัดสำคัญ 

ด้วยเหตุนี้เอง การประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทย จึงสูงขึ้นเรื่อยๆ จาก 6 ร้อยล้านบาท (ปี 2012-2014) เป็น 1.8 พันล้านบาท (ปี 2014-2016) และล่าสุด 4.2 พันล้านบาท (ปี 2017-2020) 

ดังนั้น ถ้ามองในแง่ของการลงทุน ถือเป็นเรื่องดีกว่า หากสามารถการันตีอนาคตอีก 8 ปีข้างหน้าได้ จากการประมูลครั้งเดียว โดยไม่มีความเสี่ยง ต่อมูลค่าที่จะเพิ่มในอนาคตทุกๆ 3 หรือ 4 ปี 

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่ได้ ไม่เพียงแค่ในด้านของผู้ลงทุนเท่านั้น หากยังรวมถึงฟุตบอลไทยโดยรวมเช่นกัน

ผลดีต่อแฟนบอล

การประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยรอบใหม่ ฤดูกาล 2021-2028 แทนของเดิมที่กำลังจะหมดลงเมื่อสิ้นฤดูกาล 2563 ไม่เพียงแต่จะเกิดประโยชน์เฉพาะผู้ที่ถือลิขสิทธิ์เท่านั้น เนื่องจากปัจจัยสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ฟุตบอลอาชีพอยู่ได้ก็คือ “แฟนบอล”

เพราะการเปิดประมูล 8 ปี แน่นอนว่า จะทำให้เกิดงบประมาณเพิ่มขึ้นในการลงทุน เพื่อสร้างเนื้อหาเกี่ยวกับฟุตบอลไทย โดยจะมีการปรับปรุงคอนเทนต์ ให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของแฟนบอลมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น เวลาการแข่งขัน, ช่องทางการติดตามข่าวสารและชมเกม รวมถึงเรื่องราวต่างๆ ที่จะถูกนำเสนออย่างเต็มรูปแบบ 

เช่นเดียวกับ รูปแบบการแข่งขัน ที่จะปรับให้มีความสนุก ตื่นเต้นตลอดทั้งฤดูกาล และโปรดักชั่นถ่ายทอดสด ที่จะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้

โดย คุณวิรุฬห์ วิเชียรวัฒนชัย หรือ "น้าหลิ่ม แฟนบอลไทย" ที่ตามเชียร์ทีมชาติไทยไปยังทุกประเทศ ได้มองถึงประโยชน์ที่จะได้รับ จากการประมูลลิขสิทธิ์รอบใหม่ว่า “โดยส่วนตัวแล้ว การประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด มันจะช่วยทำให้มีงบประมาณมาสู่ทีมฟุตบอลมากขึ้นครับ และจะถูกจัดสรรไปใช้ในการพัฒนาวงการฟุตบอลของเรา เพราะเป้าหมายของเราในอนาคต ก็คือการพาทีมไปเล่นฟุตบอลโลกครับ”

การพัฒนาฟุตบอลไทยโดยรวม

แน่นอนว่า เป้าหมายสูงสุดของแฟนบอลไทยทุกคนก็คือ การได้เห็นทีมชาติไทย ไปเล่นในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย เช่นเดียวกับ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะนำ ช้างศึก ไปโลดแล่นในเวทีโลก ในปี 2026 อันเป็นปีที่จำนวนทีม จะเพิ่มจาก 32 เป็น 48 ทีม

ดังนั้น เม็ดเงินที่ได้จากค่าลิขสิทธิ์ ก็จะถูกนำมาใช้ ในการพัฒนาด้านต่างๆ เช่นกัน โดย พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า “สำหรับประเทศไทย ยังขาดเสถียรภาพในการพัฒนาอยู่ มันมีเรื่องของโครงสร้างสาธารณูปโภค และพื้นฐานระดับรากหญ้า ไม่ว่าจะเป็น เยาวชน หรือ ผู้ฝึกสอน ที่ต้องใช้งบประมาณอีกมาก และต้องใช้ในระยะยาว”

“ดังนั้นการที่ทุกๆ 4 ปี ต้องมาต่อสัญญาลิขสิทธิ์ มันทำให้ขาดความต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงในการดำเนินโครงการต่างๆ ที่จะไม่ต่อเนื่อง ไม่เอื้อต่อการต่อยอด”

“อย่างตอนที่สมาคมฯ ชุดนี้เข้ามา เรื่องงบประมาณสนับสนุน อะไรต่างๆ ทุกอย่างต้องมาเริ่มใหม่ ดังนั้น มรดกที่เราอยากจะทิ้งไว้ให้กับสมาคมฯ ชุดต่อไปก็คือ ความมีเสถียรภาพ ไม่ใช่ว่าพอเปลี่ยนคณะบริหาร แล้วทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นใหม่”

“ณ ตอนนี้ เราได้พัฒนา ไทยลีก ให้เป็นศูนย์กลางแห่งอาเซียน เราก้าวขึ้นไปเป็นลีกอันดับ 8 ของเอเชีย และได้โควต้าเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก เพิ่มเป็น 2+2 สิ่งเหล่านี้ ต้องมีการสานต่อ และก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น เงินในส่วนนี้ จะช่วยให้เราพัฒนาต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็น VAR, ศูนย์ฝึกเยาวชน หรือฟุตบอลสเตเดี้ยม”

“โดยการประมูลครั้งนี้ จะชัดเจน โปร่งใส เปิดกว้างสำหรับผู้สนใจทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเอเยนซี่, ผู้ผลิตรายการถ่ายทอดสด, สถานีโทรทัศน์ ทุกคนที่อยู่ในวงการคอนเทนต์สามารถเข้ามายื่นประมูลได้” 

กับฟุตบอลลีกและตัวนักกีฬา

ในส่วนของไทยลีก แน่นอนว่า เม็ดเงินจำนวนนี้ จะไปถึงสโมสรทั้งทางตรง และทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็น เงินรางวัล, เงินสนับสนุนแบบให้เปล่า, เงินสำหรับพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภค จากโครงการ FA Development ยังไม่รวมถึง ผู้สนับสนุนที่จะเข้ามาจากการซื้อขายลิขสิทธิ์ในระดับนานาชาติ และการตื่นตัวของธุรกิจฟุตบอลไทยโดยรวม

นอกจากนี้ ยังส่งผลดี ต่อตัวนักกีฬา ที่ทำให้เกิดการจ้างงาน เกิดความมั่นคงในอาชีพ เมื่อสโมสร สามารถยืนด้วยขาของตัวเองได้ และไม่มีหนี้สินจากภายนอก 

ขณะเดียวกัน ยังทำให้ สมาคมฯ และไทยลีก มีศักยภาพในการบริหารจัดการนักกีฬาทีมชาติ ในโครงการระยะยาวที่มีทุนสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบสโมสร สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมั่นคง

เพราะฉะนั้น ดีลประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลต่อภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ส่งผลดีต่อฟุตบอลไทยทุกภาคส่วน อย่างยั่งยืนเช่นเดียวกัน

เขียน/เรียบเรียง : ศุภโชค อ่วมกลัด
ที่ปรึกษา : พาทิศ ศุภะพงษ์